“ธนาธร” แจงการไลฟ์เฟซบุ๊กเป็นแค่ตั้งคำถามถึงการจัดหาวัคซีนโควิด-19 อัด “ประยุทธ์” ยกสถาบันฯ มากลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพของตัวเอง

“ธนาธร” แจงการไลฟ์เฟซบุ๊กเป็นแค่ตั้งคำถามถึงการจัดหาวัคซีนโควิด-19 อัด “ประยุทธ์” ยกสถาบันฯ มากลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพของตัวเอง

วันนี้ (21 มกราคม) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า แถลงข่าวกรณีรัฐบาลแจ้งความดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังได้ไลฟ์ประเด็นวัคซีนพระราชทาน ตนยืนยันว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการเจรจาต่อรองกับผู้ผลิตวัคซีนบริษัทต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยมีวัคซีนใช้ให้ครอบคลุมกับประชากรให้ได้มากที่สุดและมีความรวดเร็ว พร้อมทั้งให้กำลังใจบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศที่กำลังดำเนินการจัดหาวัคซีนให้กับประเทศไทย

ท้วงจัดหาวัคซีนช้ากว่าเพื่อนบ้าน สังคมยังมืดมิด

นายธนาธร ระบุว่า ประเด็นที่ทำให้ต้องออกมาแถลงข่าว คือ 1. ประเทศไทยตอนนี้จัดหาวัคซีนโควิดที่มีความชัดเจนแล้วเพียง 21.5% ของประชากร โดยมาจากแอสตร้าเซนเนก้า 26 ล้านโดส จากซิโนแวค 2 ล้านโดส ซึ่งมีความพยายามขอซื้อจากแอสตร้าเซนเนก้าเพิ่มเติม โดยมีมติ ครม. ออกมาแล้วแต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง

2. ประเทศไทยยังไม่ได้เริ่มฉีดวัคซีน ขณะที่ประเทศอื่นๆ เริ่มไปแล้ว ซึ่งเร็วที่สุดคือ ประเทศอิสราเอล รองลงมาคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และ

3. หลายประเทศทั่วโลกมีกลยุทธ์การจัดหาวัคซีนคือซื้อจากหลากหลายบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ เกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ

“บทบาทของผมเอง ของพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงอดีตเพื่อนร่วมงาน คือ ส.ส.พรรคก้าวไกล เราทำเรื่องนี้ เราพูดเรื่องการเอื้อประโยชน์บริษัทเอกชนที่ชัดเจนมาก ผมพูดเรื่องการที่รัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้กับ บริษัท คิงพาวเวอร์ ไม่รู้กี่ครั้ง หรือกรณีรถไฟฟ้าสายสีทองที่เอื้อให้กับเอกชนรายหนึ่ง ส.ส.พรรคก้าวไกล ก็เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร การที่เราตรวจสอบการใช้ภาษีประชาชนไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งทำ เราทำมาตลอด และกรณีนี้เรามีความเชื่อว่า 3 สัญญาก้อนใหญ่ๆ ที่ได้พูดไปนั้น ไม่ได้เจรจาอย่างเป็นเอกเทศ เพราะเอกสารที่เรามีชี้ไปทางนั้นว่าไม่มีการคัดเลือก ไม่มีการเปรียบเทียบ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถาม” นายธนาธร ย้ำ

ธนาธรยืนยันว่า ข้อเท็จจริงคือไทยมีดีลใหญ่เพียงอันเดียวคือการซื้อจาก AstraZeneca ซึ่งจ้างบริษัท Siam Bioscience ผลิตวัคซีน และจากเอกสารที่ตนมีทั้งหมด ระบุชัดเจนว่าดีลนี้ไม่มีบริษัทเอกชนรายอื่นมาเป็นคู่เปรียบเทียบ และมีบริษัทนี้รายเดียวมาตั้งแต่ต้น ส่วนหลักการไม่แสวงหากำไร หรือ No Profit No Loss มีระบุอยู่เพียงฝ่ายของ AstraZeneca เท่านั้น ไม่เคยเห็นอยู่ในฝ่ายของ Siam Bioscience และไม่เคยเห็นคนจากบริษัทนี้ออกมายืนยันถึงหลักการนี้

ธนาธรยังเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐเปิดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้สังคมได้ตรวจสอบ หากสมมติฐานของตนผิดก็พร้อมจะออกมาขอโทษ

ธนาธรยังกล่าวด้วยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลบเกลื่อนความไม่มีประสิทธิภาพของตนเองด้วยการอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด และคนที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับวัคซีนคือ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ใช่ตน พร้อมชวนสังคมตั้งคำถามว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นการแสดงความไม่จงรักภักดีหรือไม่ และต่อไปใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็จะถูกดำเนินคดีเพื่อปิดปากแบบนี้ต่อไปหรือไม่

นายธนาธรได้เปิดคลิปการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่เป็นประธานการเซ็นจองซื้อวัคซีนโควิด โดยนายธนาธรระบุว่า คลิปดังกล่าวเป็นการแถลงข่าวเมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคำถามคือ การที่ตนเองตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณของรัฐบาล แต่กลับถูกยัดเยียดคดีนั้นเป็นธรรมหรือไม่ ใครที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจะถูกใช้คดีปิดปากเรื่อยๆ อย่างนี้หรือไม่ เราในฐานะคนไทยซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียกับประเทศนี้ต้องหาทางออกร่วมกันว่าตกลงการวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เป็นการไม่จงรักภักดี คือการเป็นศัตรูกับสถาบันฯ หรืออย่างไร ตนคิดว่าสังคมไทยทั้งสังคมต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้